| แม่น้ำความรัก
--- แม่น้ำความรัก ---
จากดอยเหนืออันเหน็บหนาว อุ่นแดดพราวจากราวป่า ทั้งเธอและเขาเติบโตมา เยียะไฮ่ไถนาประสาขาวไพร เธอรอด้วยใจไหวหวั่น ขอคำมั่นรักเดียวจริงใจ ควายหงานตัวงามเขามอบไว้ให้ แล้วได้ฮ่วมเฮือนฝนเยือนฟ้าเย็น เหมือนแม่น้ำที่ไหลล่องไป เหมือนใบไม้ร่วงรายลงดิน บ่มีวันจบ บ่มีวันสิ้น อยู่เกิ๋นเวลา เกิ๋นจีวิตเฮา ต้นฮักอันเฮาได้ปลูกฝังไว้ บ่มีวันตาย มีแต่เติบโตใหญ่ สองเฮาฮักกันพันผูก แก้วตาลูกเงา เฮาฉายเด่น ฤดูเดือนเลื่อนลาหลีกเร้น น้ำยังไหลเย็นใบไม้หล่นลอย สองเฮาฮักกันมั่นแก่น ยิ่งนานยิ่งแน่น บ่มีเสื่อมถอย ฤดูเดือนเคลื่อนคลาคลาดคล้อย แม่น้ำสายน้อยยังอยู่คู่ไพร ในคืนอันเหน็บหนาว ผัวเฒ่านอนยาวเฮือนเย็นเฮือกใหญ่ ลูกเมียพร้อมหน้า ผัวเฒ่าลาไกล เมียกุมมือไว้มือใหญ่ มือแฮง คืนหนาวคราวใกล้สาง ผัวเฒ่าบอกนางอย่าได้กิ๋นแหนง แม่น้ำความฮักความแพง ยังคงไหลแรงกู่ฟ้ากู่ดิน แม่น้ำความฮักความแพง ยังคงไหลแรงกู่ฟ้ากู่ดิน
...........................................................
ตอนกลางคืนของวันที่ผมได้ไปเฮฮาที่แม็คเคน ผมไม่แจมกับพี่หงา (สุรชัย จันทิมาทร ในร้าน Old West) เมื่อเล่นเสร็จแล้วรู้สึกมีความสุขมาก มีผู้หญิงคนหนึ่งรออยู่นอกร้านบอกว่าพี่หงาฝากผมไว้กับเขา เขาจะดูแลผมเอง ผู้หญิงคนนี้เป็นคนสวย พูดเพราะ และเรียบร้อยด้วย ผมนึกในใจว่า การดูแลแบบนี้ใช้ได้เลย
เขาถามผมว่า ถ้าไม่เหนื่อยจะขึ้นดอยไหม?... จะได้คุยกัน ผมดีใจมาก เขาถามผมว่า ประทับใจอะไรมากที่สุดในภาคเหนือ?

ผมบอกว่า ความรักมั้ง แม่น้ำทั้งหลายที่นี่ และผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นนักร้อง เคยได้ยินเขาร้องเพลงกับ จรัล มโนเพ็ชร ชื่อ สุนทรี อะไรสักอย่าง ผมหลงรักเสียงของเขา แต่ไม่เคยเห็นหน้าชัด ๆ
ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะ แล้วถามว่า ถ้าเจอเขาจะว่าอยางไร
ผมบอกว่า ถ้าเจอเธอน่ะเหรอ น้ำลายผมคงยืด
เขาบอกว่า ฉันนี่แหละสุนทรีคนนั้น ไม่เห็นคุณน้ำลายยืดเลย
ตอนนั้นผมไม่เชื่อ จนเขาต้องเอาบัตรประชาชนออกมาให้ผมดูว่าเขาคือ สุนทรี เวชานนท์จริง ๆ ผมตกใจ แล้วน้ำลายผมก็ยืดพร้อมกับหน้าที่ตอนนั้นมันแตกละเอียดเลย

เราคุยกันบนดอยทั้งคืน นั่งดูดาวและผลัดกันร้องเพลงและคุยกัน
ผมถามพี่สุนทรีว่า ในโลกนี้คุณต้องการอะไร
ฉันต้องการความรักเหมือนกัน แต่ต้องการความรักที่บริสุทธิ์อย่างที่ได้พบในตัวลูกและเพื่อน
พี่สุนทรีมีลูกและแยกทางกับสามีแล้ว เลี้ยงครอบครัวด้วยการทำร้านอาหารของตัวเอง เป็นคนที่เข้าใจชีวิตอย่างกว้าง...อย่างลึกซึ้ง
รอบตัวเราคืนนั้นมีดาวอยู่บนท้องฟ้า เรานั่งดูดาวริมน้ำที่ขึ้นพ้นดอยและหายลับลงจากดอย พี่สุนทรีพูดต่อว่า ฉันจะลงทุนในตัวลูก เพราะนั่นคือความรัก เป็นสิ่งเดียวที่ฉันรู้ว่าจะอยู่กับตัวเองและลูกตลอดไป
ผมเล่นกีตาร์ต่อ และเขียนลงสมุดบันทึกเล่มใหม่ว่า

เหมือนแม่น้ำที่ไหลเรื่อยไป เหมือนใบไม้ร่วงรายลงดิน
บ่มีวันจบ บ่มีวันสิ้น อยู่เกินเวลา เกินชีวิตเฮา
ความรักของเฮาที่ปลูกฝังไว้
บ่มีวันตาย มีแต่เติบโตใหญ่
เมื่อกลับมากรุงเทพ ผมโทรไปหาเพื่อนชื่อฟ้า ที่เป็นคนลำปาง ผมบอกฟ้าว่า ฟ้าฟังเพลงนี้นะ มีแต่สร้อยเป็นภาษาพื้นเมือง ฟ้ารู้สึกอย่างไร ฟ้าฟังและบอกว่า เกือบใช้ได้แล้ว นอกจากสร้อยนี้ ผมเขียนเรื่องแม่น้ำความรัก ผมรีบโทรไปหาพี่สุนทรี และบอกว่า ผมอยากร้องเพลงนี้คู่กับพี่ครับ ผมเขียนเนื้อเพลงแล้ว เกือบใช้ได้ พี่พอจะแนะนำใครที่ช่วยเขียนเป็นภาษาเหนือได้ไหม พี่สุนทรีบอกว่ามีอยู่คนหนึ่ง เพิ่งจะแต่งเพลงให้พี่สุนทรีในชุดใหม่ของพี่เขาเอง ชื่อ มาลา คำจันทร์ เป็นนักเขียนที่ได้รางวัล ซีไรท์ แปลเพลงได้ดี

ผมก็รีบโทรไปหาพี่มาลา รู้สึกเสียมารยาทมากแต่ก็ตื่นเต้น ผมบอกว่า พี่มาลา ครับ ผมชื่อทอดด์ ผมมีเพลงอยู่เพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่เกือบใช้ได้ แต่ยังต้องการหมอ พี่ช่วยรักษาได้ไหม เขาบอกว่า ยินดีครับจะเอาเมื่อไหร่ล่ะ ผมรีบตอบว่า ไม่ต้องรีบหรอกครับ แต่อีก 3 วันจะแสดงคอนเสิร์ตแล้ว พี่มาลาตกใจแต่บอกว่า จะลองดู
วันที่ 3 ธันวาคม 2537 ที่ผมจะแสดงคอนเสิร์ตฉลองชีวิตร่วมกับวงดุริยางค์สากลกรมศิลปากร ซึ่งจัดที่โรงละครแห่งชาติ ผมชวนพี่สุนทรีมาด้วยทั้งที่ยังไม่มีเพลงให้เขาร้อง ในสองผมมีแต่คำว่า ลุย
เมื่อพี่สุนทรีมาถึง ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก แต่เขามาต่อว่าผมว่า ทอดด์รู้ไหม?...คุณแย่มาก เพิ่งให้เพลงกับพี่ เพลงนี้มันเพราะจะตาย แต่พี่ไม่มีเวลาเตรียมตัวเลย เรามองหน้ากันแล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า ลุยก็แล้วกัน
บางส่วนจากหนังสือ จังหวะแผ่นดิน ภาคเหนือ โดย ทอดด์ ทองดี
|