| บ้านกันเอง ของ สุนทรี เวชานนท์ 
เรานัดแนะกันทางโทรศัพท์ด้วยการโทรหากันไม่ถึง 5 ครั้ง ช่วงสายของวันหนึ่งที่อากาศเปิด ฟ้าโปร่ง ออกจะจ้าจัดอยู่บ้างถ้าหากเผลอมองจ้องไปยังแม่น้ำปิงที่สะท้อนแสงดวงตะวันข้างบน ผมก็ได้มาพบกัน สุนทรี เวชานนท์ ที่บ้านหลังนี้ซึ่งหันหน้าไปยังแม่น้ำนั้น (แต่ผมต้องเข้ามาทางหลังบ้าน เพราะหลังบ้านติดถนน และวันนั้นผมเดินทางด้วยรถยนต์ ไม่ใช่เรือ)
ความกันเองที่ได้รับตั้งแต่พูดคุยผ่านโทรศัพท์ในครั้งแรกยังคงติดตามมาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด อีกทั้งยังอยู่รอบๆตัวเราตลอดขณะที่อยู่ในบ้านเธอ จนถึงแม้เมื่อเราลาจาก ความที่ว่าก็ยังตามมาส่งอีกตั้งไกล จนเรายากที่จะลืมบรรยากาศบ้านหลังนี้
อันนี้เป็นความหวัง เป็นความฝัน เป็นความตั้งใจอย่างมาก ว่าก่อนตาย ยังไงก็ต้องสร้างบ้านอยู่เองให้ได้

เธอบอกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่ตั้งใจไว้กับบ้าน จนทำให้อดนึกเป็นสาเหตุไม่ได้ว่า น่าจะเนื่องเพราะความปรารถนานี้นี่เองที่ก่อให้บ้านเกิดเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่ทว่าความปรารถนานี้ก็มีที่มาเช่นกัน
หลังจากกลับมาจากเมืองนอกก็อยู่กรุงเทพฯได้สัก 2 ปี ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ก็ประมาณปี 34 แล้วย้ายมาอยู่เชียงใหม่ปี 35 คือเป็นคนเชียงใหม่อยู่แล้ว แต่ไม่มีบ้านอยู่ เป็นคนเชียงใหม่ที่ยากจน เป็นคนชนบทไงคะ อยู่ที่อำเภอฝาง ที่อะเภอเมืองนี่ไม่มีบ้านอยู่ กลับมาก็ไปอาศัยน้องอยู่ กว่าจะสร้างหลังนี้ขึ้นมาได้ก็ใช้เวลาหลายปี พอปี 36 ก็เริ่มมาเปิดร้านอาหาร ส่วนบ้านหลังนี้ก็ซื้อที่ดินทิ้งไว้เมื่อปี 38

ร้านอาหารที่เธอว่า.....เฮือนสุนทรี อยู่ติดแม่น้ำปิง ใกล้ๆกับบ้านหลังนี้เพียงชั่วเดินเหงื่อไม่(ทัน)ออก เป็นร้านที่เธอจัดการเอง บริหารเอง คิดเรื่องอาหารเอง และแน่นอน (ต้อง)ร้องเพลงเองด้วย ผมถามเธอว่า ทำไมถึงมาเปิดร้านอาหาร ก็ได้คำตอบมาว่า
ไม่มีจะกิน (หัวเราะ) หอบลูกมาด้วยสองคน (หนึ่งชาย แอนดรู หนึ่งหญิง ลานนา) ก็ไม่ได้ทำงาน ไม่รู้จะไปทำอะไรน่ะ ที่จะหาเงินได้พอเลี้ยงลูก ไปกินเงินเดือนประจำนี่ยังไงก็ไม่พอกับลูกสองคน บ้านเช่า ข้าวซื้อนี่ยังไงก็ไม่พอ ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านอาหาร ตัวเองว่าจะมีพื้นฐานมาไหมในแง่การจัดการ มันก็พอมีนะ เพราะเราเรียนงานโรงแรมมาก่อน ไปทำงานในโรงแรมมาก่อน ก็เลยพอจะมีความรู้มาบ้างในตรงนี้ แล้วพอไปเป็นแม่บ้าน มันก็มีภาคปฏิบัติอยู่ทุกวันก็เลยจับตรงนั้นเข้าว่ามันน่าประยุกต์ได้ มันน่าทำเป็นงานจริงๆจังๆขึ้นมาได้ ซึ่งพอเปิดแล้วก็เวิร์คนะคะ อาจจะเป็นเพราะเราเป็นนักร้องด้วย เราทำงานแขนงนี้มันก็เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง และคนก็คงต้องการมาฟังงานศิลปะของเรา

แล้วพอจะพูดได้หรือเปล่าครับว่าบ้านหลังนี้ได้มาจากร้าน
บ้านหลังนี้เป็นสิ่งที่มันฝังอยู่ข้างในใจเรมานานมากแล้ว คือผู้หญิงคนหนึ่งน่ะ พอมีครอบครัวเนี่ย ทุกคนน่ะ คงไม่ใช่เฉพาะพี่ มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนพื้นโลกนี้อยากมีบ้าน อยากมีรัง นกยังมีรังอยู่ จะรังเล็กรังใหญ่ก็ต้องอยากจะมี นั่นเป็นความฝันของเรา ที่อยากจะมีบ้านอาศัยอยู่สักหลังหนึ่งไว้ให้อยู่กันอุ่น ๆ สามแม่ลูก

ย้อนไปข้างต้นสักนิด ตรงที่เธอบอกว่าเธอซื้อที่ดินตรงนี้ทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อปี 38
ตรงนี้เป็นที่ดินว่างเปล่าซึ่งเขากำลังจะปลูกตึกแถว แล้วบังเอิญคุณพ่อเขาเสียชีวิต ทางครอบครัวก็อยากจะขายทิ้ง เพราะไม่อยากมีภาระกับที่ดินแปลงนี้ เขาก็เลยขายให้ในราคาค่อนข้างถูก ไปอ้อนขอความเมตตาจากผู้ใหญ่ท่านด้วยน่ะค่ะ ว่าเราไม่มีบ้านอยู่ ท่านก็คงจะสงสาร ตอนนั้นเราก็อยู่บนเล่าเต๊งของร้าน สามคนแม่ลูกก็อัดกันอยู่บนนั้น

และกว่าจะเริ่มทำบ้านก็ปี 40 นั่นก็คือหลังจากได้ที่ดินมาสองปี...ทำไม
ทิ้งไว้สองปีเพื่อจะดูน้ำขึ้นน้ำลงค่ะ เพราะอยู่ติดน้ำ เราต้องดูสถานการณ์ว่าจะสร้างบ้านแบบไหนถึงจะไม่เดือนร้อน เวลาฝนตกน้ำท่วม มันท่วมถึงไหนหนอ
เมื่อมั่นใจในสายน้ำและเชื่อมั่นในสายตา ความคิดของเธอก็ค่อยๆ วาดภาพบ้านขึ้นมาทีนิด ๆ
มันไม่ใช่แบบเหนือน่ะ หรือจะว่าฝรั่งก็ไม่ใช่ จะว่าล้านนาก็ไม่ใช่ มันประยุกต์ไปหมด ไม่รู้บ้าๆบอๆอะไรก็ไม่รู้ คุณดูสิบอกไม่ได้เลยว่าเป็นแบบอะไร ไม่รู้ละ นี่แหละแบบสุนทรีละ คือตอนสร้างก็คุย ก็บอก ก็เล่า จินตนาการให้ช่างฟัง แล้ววาดภาพให้เค้าดูแบบหยาบๆ แล้วก็ให้วิศวกรมาช่วยคำนวญในการวางโครงสร้าง เรื่องการังเสาเข็ม เพื่อให้ช่างก่อสร้างได้รู้ ก็ต้องบอกให้หมดว่าต้องการกี่ห้อง สเต็ปต่าง ๆ ก็ต้องบอกให้หมด ตรงนี้ขอมีสวนในบ้านนะ เพราะเราชอบต้นไม้ แบ่งตรงนี้หน่อยนะอย่าเพิ่งถม จะเอาไว้ปลูกต้นไม้

สองปีคือระยะเวลาในการเติบโตของบ้านหลังนี้
นาน เพราะเราต้องดูแลเองตลอด วิ่งเข้าวิ่งออก ก็เหนื่อย แต่มีความสุขมาก แบบคุมงานก่อสร้างเองหมด ไปซื้อของเองหมด วัสดุทุกชิ้น กระเบื้องทุกแผ่นไปซื้อเอง สไตล์การตกแต่งก็เป็นสุนทรีอีกน่ะ ไม่ได้จัดอะไรเลย ไม่ได้ดูจากอะไร เอาอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ ที่จริงตอนนี้บ้านมันยังไม่สมบูรณ์ เพราะผนังบางด้านมันไม่มีรูปติด เพราะหาเท่าไหร่ก็ยังไม่ใช่ คือถ้าใช่มันต้องหยิบมาติดเลย แต่บางอย่างเช่นตู้ตั่งเนี่ย พี่จะซื้อสะสมไว้ก่อนแล้ว เป็นยายบ้าหอบฟาง เห็นอะไรปิ๊งจะซื้อจะเก็บไว้ เพราะเรารู้ว่าได้ใช้แน่ๆ พอบ้านเสร็จปุ๊บก็จับอันนี้มาวางตรงนี้ ก็ลงตัวของมัน
เป็นบ้านอยู่ เป็นบ้านใช้ และเป็นบ้านที่มีความหมายกับหัวใจของเธอเป็นอย่างยิ่ง ผมรู้สึกเช่นนี้เพราะคำพูดของเธอต่อจากนี้

ก็มีความสุขมาก พี่ถึงบอกว่าพี่พอแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เรามีรังอุ่นของเราแล้ว เพราตั้งแต่ล็กจนโตเนี่ย ก่อนแต่งงานก็ต้องตะลอน ๆ ตลอด เหมือนผีตองเหลือง ก็จะไปทั่วค่ะ เดินทางตลอด เช่าอพาร์ตเมนท์บ้าง อยู่ในโรงแรมบ้าง เช่าบ้านอยู่บ้าง แล้วพอมีลูกขึ้นมา เขาอยู่ติดข้างเราสองคน แล้วความที่ตัวเองเจ็บปวดกับการไม่เคยมีบ้านอยู่ ก็เลยคิดว่าจะไม่ให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้น
บอกลูกเสมอว่า ถึงแม้ว่าจะออกไปเรียนหนังสือหรือออกเรือนไปแล้วก็ตาม วันไหนถ้าหากว่าล้มเหลวจากชีวิตครอบครัว จากชีวิตการงาน ปีกหัก ให้กลับรังทันที ขอร้องลูกไว้อย่างหนึ่งว่า บ้านหลังนี้ถึงแม้แม่จะเป็นอะไรไป อย่าขายอย่าทำอะไรเลยเก็บไว้ตรงนี้แหละ ถ้าใครปีกหักก็ให้มาซุกอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดเรามีบ้านอยู่ ไม่มีใครอยู่ไม่เป็นไร ให้มันปิดทิ้งไว้อย่างนี้ ใครอยากจะมาอยู่ก็ให้มา ถือว่าเป็นบ้านพัก เป็นเรือนตายของทุกคนเถิด เวลามีเงิน โอ.เค. จะไปปลูกบ้านหลังอื่นที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ขอเก็บตรงนี้ได้ไหม ใครจะไปไหนก็ตามแต่ พอมาถึงเชียงใหม่ปุ๊บ ที่นี่เป็นบ้านของเรา ทีนี่พวกเขาสองคนพี่น้องก็รับปากกันไว้ว่าจะดูแล อย่างน้อยก็เป็นอนุสรณ์ว่าแม่ตั้งใจสร้างบ้านหลังนี้ให้ลูกสองคน ก็รักเขานะ บ้านหลังนี้เป็นหลังแรกของชีวิต และก็โอ้โฮ...ลุยมาตลอด เหงื่อทุกหยาดหยดลงตรงนี้หมด เงินทุกบาททุกสตางต์ลงตรงนี้หมด

ภายในบ้านเธอมีภาพอยู่มากมาย ที่ทั้งเพื่อตกแต่งและไว้คอยบอกเล่าวันวานแห่งความหลังของเจ้าของบ้าน และมีหลายภาพที่เป็นภาพคู่ ซึ่งหนึ่งในคนที่เธอถ่ายรูปคู่ไว้อยู่ด้วยนั้นมีชื่อว่า จรัล มโนเพ็ชร ศิลปินล้านนา ที่เขาว่ากันว่า ตายอย่างขุนเขา รวมอยู่ด้วย
ตอนนี้ก็ยังร้องเพลงทุกวันนะคะที่ร้าน หยุดวันอาทิตย์ คือเลิกไม่ได้น่ะ ยิ่งไม่มีจรัลไปสักคน ทุกคนก็เหมือนมารื้อฟื้นกับเรา

ตอนนี้ก็เหมือนกับต้องแบกรับความต้องการของผู้คน
ค่ะ แต่พยายามจะไม่แบกนะคะ ก็จะบอกผู้คนเขาว่า ต้องทำใจกันหน่อยเรื่องอย่างนี้ และพี่ไม่สามารถเป็นตัวแทนของจรัลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พี่จะทำเท่าที่ทำได้ เพราะว่าเราไม่เก่งเหมือนคุณจรัลเขา ไม่มีความสามารถเหมือนคุณจรัลเขา ก็ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด
แม้จะหลายเดือนแล้วที่ จรัล มโนเพ็ชร จากไป แต่ถ้าได้คุยเรื่องนี้กับใคร ก็ยังคงมีอาการเสียดายและเสียใจเกิดขึ้นอยู่เสมอ
เจอกับจรัลครั้งแรก คือตอนนั้นพี่ทำงานอยู่กับผู้จัดการของคุณจรัล ชื่อคุณมานิดน่ะ ซึ่งเขามีร้านขายหนังสือ ขายเทป แผ่นเสียงที่ถนนท่าแพตอนนั้น คุณจรัล ทำงานอยู่ ธ.ก.ส. เป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชีแล้ว กลางคืนรู้สึกจะไปร้องเพลงตามห้องอาหาร ตามค๊อฟฟี่ช๊อป ตอนนั้นยังไม่รู้จักกัน แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งคุณมานิดก็พาจรัลมาที่ร้าน ซึ่งพี่ทำหน้าที่คือดั๊บเทปขาย ก็ได้คุยกัน จรัลกำลังเข้ามาทำอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุดแรกๆ เลย ก่อนโฟล์คซองคำเมืองอีก ก็เริ่มสนิทสนมกันตังแต่นั้นมา เขาก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลงนะก็เลยชวนออกงานกัน ไปงานการกุศลบ้าง ตอนหลังมันก็กลายมาเป็นจริงเป็นจัง เริ่มจากสนุกๆ ก็ไม่คิดว่ามันจะมาถึงขนาดนี้

เธอยังเล่าเรื่องร้องเพลงของเธอย้อนไปเมื่อครั้งวันก่อนเก่า
พ่อชอบร้องเพลง พ่อเป็นครูน่ะค่ะ ฟังพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ ฟังวิทยุด้วย สมัยก่อนทีวียังไม่มีนะคะ อยู่บ้านนอกก็ฟังวิทยุใช้ถ่านสาม-สี่-ห้าก้อน ก็เลยชอบร้องเพลง แล้วเผอิญเรามาทำงานในร้านหนังสือ ร้านเทป ได้อ่านหนังสือ ได้ฟังเพลงทุกวัน ก็อยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักน่ะค่ะ การร้องเพลง เราดูแล้วก็ได้เป็นรื่องยากสำหรับเราน่ะ ก็มีความสุขด้วย ได้สตางค์ด้วย แต่ก็อ่านโน๊ตไม่เป็นนะคะ ไม่เป็นอะไรสักอย่าง เล่นดนตรีก็ไม่เป็น ไม่เคยเรียนเลย ใช้การจำน่ะ เป็นคนช่างจำน่ะค่ะ จรัลเค้ายังบอกเลยว่า เออ...มันจำเก่ง ก็อย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ น่ะ นั่นหนังสือยังอ่านไม่ออก ดูซิน่ะ เขาเก่งกว่าเราตั้งเท่าไร คนนั้นสิมหัศจรรย์ เขาทำไปได้ยังไง เพลงเป็นร้อยๆพันๆเพลงน่ะ

และเมื่อพูดถึงสุนทรี เวชานนท์ ก็แว่วเสียงเพลงคำเมืองลอยมากระทบหู
เขาบอกกันว่า เพลงที่สุนทรีร้องได้ดีที่สุดคือเพลงคำเมืองน่ะ เอาเพลงอะไรมาร้อง สำเนียงมันก็จะออกเหนือหมดเลย ภาษากลางนี่สำเนียงไม่ให้เลย ไม่หลุดเลย ไม่หลุดจากการเป็นคนเมืองเลย อู้ก็ถึงแม่นน่ะ
จากเรื่องบ้าน ไล่เรียงคุยกันมาจนถึงเรื่องเพลง การพูดคุยอย่างกันเองของเรา (หลังขนมจีนมื้อเที่ยง ที่เธอขนมาเลี้ยง 5 น้ำราด พร้อมผักแกล้มกระจาดใหญ่ และแคบหมูกรุบกรอบอีกหนึ่งโถ) มาถึงช่วงสุดท้าย และในคำถามสุดท้ายที่ว่า วันข้างหน้าของ สุนทรี เวชานนท์ จะเป็นอย่างไร

ก็จะร้องเพลงต่อไป เพราะว่าชอบ เพราะว่ารักน่ะค่ะ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้วเรื่องการร้องเพลง เหมือนนักเขียนที่ชอบเขียนหนังสือ เหมือนช่างภาพที่ชอบถ่ายภาพนี่แหละ ขาดไม่ได้น่ะค่ะ ยามที่เหนื่อย ยามที่ล้า มันก้ออยากจะพักผ่อนบ้าง วันสองวัน สามวันนี่จะขาดใจตาย คิดถึงเวที อย่างร้านปิดไปสัก 5 วันให้พนักงานได้พักผ่อน เรานี่หงอยแล้ว พี่ต้องมาไล่เปิดไฟทุกดวง แล้วมายืนคุยกับตัวเองว่า ใจเย็น ๆ อีกสองวันทุกอย่างก็จะเป็นเหมือนเดิมแล้ว ได้เห็นคนฟังแล้วก็มีความสุข ยิ่งถ้าเขาตั้งใจมาฟังแล้ว.....ร้องขาดใจเลย!
คืนนั้นพวกเราจึงรบคำชวน ไปฟังเธอ(และลูกสาว ลานนา) ร้องเพลง และให้เข้าใจถึงคำว่า ขาดใจ ของเธอ
(คืนนั้นร้องเพลงเสร็จและร้านปิด เธอยังอยู่คุยกับพวกเราอีกนาน จนบางคนในทีมงานที่ไปด้วยกันถึงกับบอกว่า มาเชียงใหม่เที่ยวนี้...คุ้มแล้ว พอแล้ว)
จากหนังสือบ้านและสวน ปีที่ 26 ฉบับที่ 306 กุมภาพันธ์ 2545 |