Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot dot dot
dot
P.R. news
dot
bulletการแสดงของเฮือนสุนทรี
bulletเมนูอาหารเซ็ต
bulletจัดงานแต่งงานที่เฮือนสุนทรี
dot
เฮือนสุนทรี
dot
bulletแผนที่ เฮือนสุนทรี
bulletรายการอาหาร "เฮือนสุนทรี"
bulletจานเด็ด เฮือนสุนทรี
bulletกว่าจะเป็น "เฮือนสุนทรี" วังสิงห์คำ
bulletความทรงจำที่ "เฮือนสุนทรี" วังสิงห์คำ
dot
Hot issue
dot
bulletจากเชียงใหม่ สู่สวนลุมฯ
bulletจากเชียงใหม่ สู่สนามหลวง
bulletสาวเชียงใหม่ 'ก้าย' ...
bulletร้อนนัก ระเบิดลง
bulletสุนทรี เวชานนท์ ศิลปินประชาธิปไตย
bulletสุนทรียขัดขืน
dot
เบ็ดเตล็ด
dot
bulletคำสุนทรี
bulletเมื่อครั้งน้ำท่วม เจียงใหม่
bulletFor Super mom
bulletกว่าจะเห็น เป็น "ดอกไม้เมือง"
bulletดอกไม้เมือง
bulletสุนทรียศาสตร์แห่งภาคเหนือ
bulletบ้านกันเอง ของ สุนทรี เวชานนท์
bulletแม่น้ำความรัก
bulletแม่ลูกหวานชื่น
bulletลานนากับ คำสารภาพรัก
bulletจากลานนาถึงแม่
dot
Special
dot
bulletบทเพลงพิเศษ
bulletSpecial clip
bulletคาราโอเกะ
dot
CONTACT
dot
bulletcontact us
bulletmember
bulletLink




dot
สุนทรียศาสตร์แห่งภาคเหนือ

       

 

 

          ขณะที่ผมมาอยู่ในเมืองไทยได้ไม่นาน ผมได้เห็นเธอในรายการทีวี เธอร้องเพลงกับนักร้องชื่อดัง จรัล มโนเพชร เสียงของเธอใส มีเสน่ห์ และเพราะพริ้งมาก จนทำให้เรายากที่จะหันหน้าหนี อยากจะฟังเธอร้องเพลงอย่างนั้นเรื่อยไป ผมได้หันไปบอกเพื่อนที่กำลังนั่งฟังอยู่ด้วยว่า “เสียงร้องของเธอมีการเคลื่อนไหวเหมือนแม่น้ำที่ใสสะอาด เหมือนลำธารเล็ก ๆ ที่แข้งแรง ฟังเหมือนมันเพี้ยน แต่จริง ๆ แล้ว มันทะลุเข้าไปข้างในใจ”

 

          ผมจำรูปแบบและวิธีการแต่งตัวของเธอได้ เธอแต่งตัวแบบเรียบร้อยตามสไตล์ผ้าฝ้ายของทางภาคเหนือ สีอ่อน ๆ ผมจำเสียงและชื่อของเธอได้ว่า “สุนทรี” ที่ผมจำได้ว่า สุนทรี เพราะเพื่อนผมบอกว่าแปลว่า “สวย” หลังจากที่เราต้องฟังผู้หญิงในเมืองไทยที่ร้องเพลงไร้ค่า ไร้ชีวิตมาเยอะมาก ในตอนนั้นมีนักร้องวัยรุ่นใหม่ที่ออกมาในสไตล์เซ็กส์บอมไร้ความคิด ที่กำลังบุกรุกคลื่นวิทยุและรายการทีทั่วประเทศ ความสุนทรีของภาคเหนือนี้เป็นโอกาสหายใจสำหรับผม ผมจึงสัญญากับเพื่อนว่า สักวันหนึ่งผมจะต้องเจอคุณสุนทรีให้ได้

 

          3 ปีหลังจากนั้น ในขณะที่ผมกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับวงคาราวและคาราวาน มีอยู่คืนหนึ่ง หลังจากการแสดงของเราจบลง ซึ่งพวกเรารู้สึกว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จพี่หงาได้ชวนไปแจมในผับแห่งหนึ่ง ชื่อร้าน “Old West” ซึ่งพวกเราได้ร่วมแจมทั้งเพลงบูลส์ผสมเพลงพื้นเมือง และมีเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย หลังจาก3 ชั่วโมงแห่งความโกลาหลผ่านไป ผมเดินออกมานอกร้านด้วยเหงือที่ชุ่มเต้มตัว และมีผู้หญิงรูปร่างสูง หน้าตาสวยมาก รออยู่ในรถ และเธอพูดแบบนิ่มๆว่า “กรุณาขึ้นรถ เราจะไปขับรถเล่นกัน”

      

 

          ผมไม่ได้ถามอะไรเธอสักคำ แต่กระโดดขึ้นรถ และมื่อเธอถามถึงความคิดเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ ผมก็รีบเล่าถึงความฝันที่อยากจะเจอผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ สุนทรี เธอจึงถามถึงสุนทรีอย่างละเอียด ผมก็เล่าว่าเธอร้องเพลงเพราะ สวย คุณจะต้องเห็นเธอ! จนเธอเองหัวเราะและต้องเปิดเผยว่า “ฉันเองค่ะ” ผมไม่อยากจะเชื่อ เราจึงต้องเปิดไฟในรถ ผนรู้สึกตกใจว่า นี่คือความงามของภาคเหนือที่เราเคยเห็นในรายการทีวี เราสองคนได้ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของคืนนั้นพูดถึงเรื่องราวชีวิตของเราทั้งคู่ พูดถึงความใฝ่ฝัน และแก่นของความงามของคนเมือง

 

          พี่สุนทรีเล่าให้ฟังที่ริมน้ำตกว่า “เราไม่ใช่คนภาคกลาง เข้าใจไหม  มีน้ำเสียงแห่งความภูมิใจและความอดทนในตัวพี่สุนทรีคนนนี้ “เราคือคนภาคเหนือ หรือที่เราเรียกกันว่า คนเมือง”  พวกเรามีความนิ่มนวลมีวัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของเราเอง คนเมืองจะเรียกคนไทยจากที่อื่นว่า “คนไทย” เพื่อที่จะแยกออกจากันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าเป็ฯคนแบบทอดด์ เค้าจะเรียกว่า “คนบ้า” เพื่อที่จะแยกออกได้เช่นกัน ฉันรู้เพราะฉันโตมากับแม่ซึ่งเป็นคนภาคเหนือ แต่พ่อเป็นคนภาคตะวันออก มาจากจังหวัดจันทบุรี ฉันเลยได้ส่วนดีที่สุดจากสองโลก คือได้มารยาทความงามแบบเงียบ ๆของภาคเหนือ พร้อมกับได้ความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของคนไทย ครอบครัวเราค่อนข้างจน ฉันเลยต้องทำงานตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะยุ่งกับการทำงานเพื่อหาเงินให้น้องชายสามคนและพ่อแม่ ฉันทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ คนส่งอาหาร แม้กระทั่งในโรงงานผลิตเทปและหนังสือของคุณมานิด อัชวงศ์ ฉันก็ทำมาแล้ว และที่นั่นฉันได้เจอกับ จรัล  มโนเพชร”

          

          ผมก็เลยถามถึงความรู้สึกตื่นเต้นในการเป็นนักร้อง พี่สุนทรียิ้ม “ตอนนั้นจรัลยังไม่ดัง และฉันก็เป็นสาวที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ฉันรักที่จะร้องเพลงและรักสิ่งสวยงาม ดนตรีของจรัลสวยงามและเพราะจริง ๆ ฉันร้องเพลงคำเมืองได้ และสำหรับฉันแล้วเป็นภาษาที่ไพเราะที่สุดที่ฉันได้ยินมาบนโลกนี้”  ผมก็เลยแกล้งแซวเธอเหมือนรู้เรื่องตอนจบว่า “เพราะฉะนั้นพี่สุนทรีเลยแต่งงานกับเขาใช่ไหมครับ

 

          พี่สุนทรีตอบว่า “ใช่ ฉันแต่งงานกับเขา แล้วเราย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลีย เราเจอกันในเชียงใหม่นี่เอง แต่ไม่ใช่จรัล ตอนนั้นสามีฉันทำงานให้สถานทูตออสเตรเลีย เขาเลยพาฉันไปอยู่ที่โน่นและดูแลฉัน เหมือนลูกสาว เราไม่แน่ใจว่าเป็นความรักหรือเปล่า รู้แต่ว่าอยากจะมีลูก นั่นคือสิ่งที่สามีให้ฉันได้ เราได้ร่วมกันสร้างชีวิตใหม่สองคนที่สวยงามมาก”

 

          มาถึงตอนนี้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว หลังจากคืนนั้นที่ผมได้เจอกับพี่สุนทรี เรากำลังนั่งอยู่หลังบ้านหลังใหม่ของพี่สุนทรี ริมแม่น้ำปิง สามีเธอไปแล้ว แม่สุนทรีแห่งภาคเหนือได้กลับมาบ้านแล้ว และลูก ๆที่แสนน่ารักเริ่มจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว น้องลานนาอายุ 16 ปีเป็นการผสมความสวยของภาคเหนือกับไฟแห่งโลกสากล ส่วนแอนดรูว์ อายุ 18 ปี มีความเป็นไทยน้อย แต่เป็นหนุ่มที่กำลังแสวงหาวิธีสู้ วิธีเดินทางในชีวิต พร้อมกับวิธีที่จะบังคับแม่ให้ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ให้เขาในวันนี้

 

          บ้านหลังใหม่ของพี่สุนทรีเพิ่งจะสร้างเสร็จ เป็นความฝันของชีวิตที่เกิดขึ้นสำหรับผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ที่มาจากอำเภอฝาง ร้านอาหารของเธอชื่อ “เฮือนสุนทรี”  ตอนนี้กำลังเป็นที่รู้จัก ถ้าใครไปเชียงใหม่แล้วไม่ได้แวะเฮือนสุนทรี ผู้คนจะพูดกันว่า “ไปไม่ถึงเชียงใหม่” เพราะที่นั่นมีอาหารที่บางคนบอกว่า “ลำที่สุดในเชียงใหม่” แถมยังได้ฟังพี่สุนทรีร้องเพลงด้วย เพราะพี่สุนทรีจะร้องเพลงที่นั่นทุกคืน และมีเพลงหนึ่งที่เธอร้องทุกคืน คือเพลง “แม่น้ำความรัก” ซึ่งเป็ฯเพลงที่ผมแต่งเพราะ ความคิดถึงเสียงร้องของพี่สุนทรีโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่เธอร้องเพลงนี้กับผม ผมจะจ้องมองตาเธอ และคิดว่าเป็นไปได้ยังไงที่เนื้อร้องและทำนองง่าย ๆ สามารถไหลออกจากมือและจากหัวใจผม จนเกิดเป็นเพลงที่ไพเราะได้ขนาดนี้

 

          ดูเหมือนความสุนทรีแห่งภาคเหนือมีทุกอย่างครบครันแล้ว ผมจึงเกิดความสงสัยว่า มีอะไรที่ยังขาดอีกบ้างไหมสำหรับคนที่ธุรกิจประสบความสำเร็จ มีเวลาร้องเพลงที่ตัวเองรัก มีลูกสองคนที่สวยงามและกำลังเติบโตอยู่

 

          พี่สุนทรีตอบอย่างรวดเร็วว่า “อยากตายด้วยดี ตายอ่างสมบูรณ์ พร้อมกับได้รู้ว่าเราได้ทิ้งสองชีวิตที่สมบูรณ์ไว้ให้ในโลกนี้ นั่นคือลูก อยากจะรู้ว่าเราไม่ติดหนี้ใครทั้งสิ้น และได้มากกว่าที่เรารับจากคนอื่น”

 

          แต่ก่อนที่จะตาย ผมเตือนพี่สุนทรีว่า เธอเพิ่งจะอายุแค่ 40 กว่าเอง ไม่มีเรื่องความรักแล้วเหรอ?

 

          พี่สุนทรีหัวเราะแบบประชด “วันหนึ่งฉันได้หันหน้าไปหาสามีและบอกว่าฉันไม่ต้องการเขาอีกแล้ว ต้องขอโทษจริงๆ ที่ออสเตรเลียฉันต้องอยู่คนเดียวเยอะมาก เพราะสามีทำงานตลอด และความรู้สึกของฉันก็เริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ฉันเรียนรู้วิธีที่จะรักตัวเอง และรู้ว่าตัวเองไม่ได้ต้องการอะไรมากมายจากผู้ชาย ถ้าจะถามฉันตอนนี้ ฉันบอกได้เลยว่า ผู้ชายคือขี้หมา ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่”

 

          เสียงร้องที่ผมหลงรักเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ตอนนี้กลายมาเป็นเป็นเพื่อนสนิท เวลาที่ผมมีคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเป็นงานคอนเสิร์ตสำหรับผู้ที่เป็นโรคเรื้อน สำหรับคนพิการ หรือแค่งานคอนเสิร์ตที่เป็นการเสนอวัฒนธรรมของเรา พี่สุนทรีมีคำพูดคำเดียว คือ “ที่ไหน กี่โมง ไม่รับเงินและไม่รับอะไรทั้งสิ้น ยกเว้นเสียงประสานของทอดด์” ผมจึงอยากจะรู้ว่าเธออยากจะได้อะไรในชีวิตสำหรับเวลาที่เหลืออยู่ พี่สุนทรีพูดเหมือนแม่ผมผสมพี่สาว และ ในตาของเธอมีไฟบริสุทธิ์ที่สะท้อนอยู่ในตาลูกสาวเธอเช่นกัน พี่สุนทรีตอบว่า “โอ้ ทอดด์ ฉันแค่อยากจะดูเมฆผ่านไป ดูแม่น้ำไหลไปเรื่อย ๆ ร้องเพลงเพราะ ๆ โดยไม่ต้องนึกถึงธุรกิจบันเทิง แค่อยากจะประทับใจเวลาที่ยังอยู่ที่นี่ อาจจะฟังดูง่ายเกินไป แต่ความเป็นจริงนะทอดด์ ผู้หญิงเหนือเป็นคนง่าย เป็นคนเข้มแข็งแบบเงียบ ๆ

 

          เมื่อผมบอกพี่สุนทรีว่าอยากเขียนเรื่องราวชีวิตของเธอ ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความเมตตา “ทอดด์ช่วยบอกผู้หญิงไทยด้วยว่า เขาต้องรักตัวเองเป็น และไม่ต้องตามล่าความรักจากคนอื่น ไม่ต้องเสียเวลากับความสัมพันธ์ที่งี่เง่า ถ้าผู้หญิงเหนืออย่างเราๆ หรือผู้หญิงไทยสามารถรู้จักตัวเอง เราก็จะสร้างภูมิต้านทานได้โดยไม่โดนสิ่งอันตรายในโลกเราจะแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ แบบเงียบๆ และไม่มีใครเอาความแข็งแรงนั้นไปได้”

 

          ความสวยงามที่แข็งแรง มั่นคงอย่างเงียบ ๆ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คนไทยทั่วแผ่นดินเรียกว่า “สุนทรี”

 

 จากหนังสือ " สตรีสยามในนิยามของ ทอดด์"


  "น้องน้อย" เอื้อเฟื้อ ข้อมูล







Copyright © 2010 All Rights Reserved.