| สาวเชียงใหม่ 'ก้าย' ... 
สาวเชียงใหม่ 'ก้าย' ทักษิณ
สุนทรี เวชานนท์ แม่หญิงเชียงใหม่ผู้ขับขานเพลงโฟล์คซองคำเมืองจนเป็นที่รู้จักมานานหลายทศวรรษ วันนี้เธอประกาศจุดยืนในฐานะคนเมืองอีกคนที่ 'ก้าย' (เบื่อ) อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
ตลอดมา สุนทรี เวชานนท์ คือตัวแทนภาพลักษณ์ของแม่หญิงเชียงใหม่ที่ชัดเจนคนหนึ่ง เธอคือนักร้องที่มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ผู้แนะนำความอ่อนหวานกินใจของโฟล์คซองคำเมืองให้คนทั่วไปได้รู้จัก เธอผ่านมาแล้วหลายบทบาท ทั้งศิลปิน เจ้าของร้านอาหารชื่อดัง ลูกสาว แม่ และอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าบทบาทที่ไม่ค่อยจะมีใครให้ความสนใจมากนัก แต่เป็นตัวตนด้านที่แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การเป็นนักเคลื่อนไหว
นับตั้งแต่การเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์หลายอย่างในนามภาคีฮักเชียงใหม่ ร่วมแรงแข็งขันในการคัดค้านการก่อสร้างกระเช้าขึ้นดอยหลวงเชียงดาว ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่สวนลุมพินี และล่าสุด เธอลงมาขับขานเสียงเพลงบนเวทีท้องสนามหลวงร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
-เริ่มสนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ
จริงๆ แล้วเริ่มตั้งแต่ตอนคุณจรัล (มโนเพ็ชร) มีชีวิตอยู่แล้วนะ เราไปไหนไปกันตลอดเวลา มีงานบ่อยมากตอนที่อยู่กรุงเทพฯ งานร่วมกับนักดนตรีเพื่อชีวิตกลุ่มอื่นๆ เราจะเป็นหนึ่งในนั้นตลอดเวลา แต่บังเอิญว่าสมัยก่อนนั้นเรายังเป็นเด็กๆ กันอยู่ และเป็นแค่กลุ่มโฟล์คซองคำเมือง แต่เราเริ่มนานมาแล้ว เพียงแต่คนทางนี้ไม่ตระหนักรู้ เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะไม่มีการถ่ายทอดสดอย่างนี้ เราก็ทำงานมาตลอด งานไหนก็แล้วแต่ถ้าหากว่าเพื่อสังคมเราจะไปอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา งานแฮนด์อินแฮนด์ที่ญี่ปุ่นจัดที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับเสรีภาพ คุณจรัลก็เข้าร่วมกับยูนิเซฟเหมือนกัน อะไรต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่การต่อสู้เรื่องการเมืองแต่ก็เป็นด้านอื่นเรียกร้องสันติภาพเหมือนกัน เคลื่อนไหวตลอด
-จริงๆ โดยส่วนตัวสนใจอยู่ก่อนแล้ว?
ใช่ค่ะ สนใจมากด้วยเพราะว่าเราเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรที่มันเฮงซวย ไม่ชอบความอยุติธรรม คือเราเป็นเพียงพลังเงียบไง เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ก็มั่นคงนะ ถ้าอันไหนที่ไม่รุนแรง ถ้าไม่ต้องการจริงๆ เราก็จะไม่เข้าไปยุ่ง
-ถึงขั้นที่จะเปลี่ยนจากนักร้องไปเป็น NGO เลยหรือเปล่าครับ
ทุกวันนี้เขาก็ตราหน้าว่าเป็น NGO อยู่แล้วล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็แสดงว่าเราตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง เพราะในหลวงของเราท่านก็คล้ายๆ NGO ใช่ไหมล่ะ ไม่เป็นไรหรอก
-แล้วเป็นมาอย่างไรถึงได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมที่ท้องสนามหลวง
จริงๆ แล้ว วันนี้ (วันที่ 7 มี.ค.) คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นตัวแทนในส่วนของนักคิดนักเขียน กวี คิดว่าน่าจะมีการอ่านบทกวีเป็น 4 ภาค ไม่รู้ว่าภาคใต้กับภาคอีสานเป็นใครขึ้นอ่าน คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นตัวแทนส่วนของภาคกลาง แล้วก็ทุกคนก็เรียกร้องให้สุนทรีเป็นตัวแทนของภาคเหนือได้ไหม และภาคีคนฮักเชียงใหม่ ก็ขอให้เราเป็นตัวแทนของภาคีและของภาคประชาชนที่มีการขับเคลื่อนที่เชียงใหม่ พวกเขาลงขันค่าเดินทางให้เป็นค่าตั๋วให้ เพราะว่าเราไปในนามภาคีคนฮักเชียงใหม่ ยิ่งรู้สึกต้องไป ไม่ไปไม่ได้ เพราะว่าเรารู้ว่ามีคนที่ร้องขอให้แสดงสปิริตในนามของเชียงใหม่ แต่พวกเราก็มีอยู่ที่สนามหลวงแล้วหลายคนค่ะ
-เครือข่ายที่เชียงใหม่กำหนดท่าทีในการเรียกร้องให้คุณทักษิณลาออกอย่างไรบ้าง
ก็เหมือนกับทุกๆ องค์กรที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อรัฐบาลและเรียกร้องให้ท่านนายกลาออก มีอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้นเองว่านายกต้องลาออก ความชอบธรรมอยู่ตรงนี้
-แล้วในส่วนตัวของคุณสุนทรีมีความเห็นอย่างไร
ก็เหมือนกัน รู้สึกเหมือนที่ทุกคนรู้สึกว่าเราต้องการความชอบธรรมและอย่ามาปกปิด อย่ามาพูดอะไรให้มันยืดเยื้อ เพราะว่าพฤติกรรมของนายกฯ ณ วันนี้ว่าจะไปทิศทางใด และนายกกำลังทำอะไรอยู่ ทั้งในเรื่องม็อบที่ชนกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องทำอะไรอย่างนี้ หันหน้ามาหากันแล้วคุยกัน แล้วจัดการให้เป็นตามระบบ ยอมเว้นวรรคสักนิดนึงจะสง่างามกว่าที่จะดันทุรังอย่างนี้ ไม่มีเรื่องที่น่าอาย ไม่มีเรื่องต้องเสียศักดิ์ศรี เพราะว่าเรื่องการบ้านการเมืองไม่ใช่ศักดิ์ศรีของตัวเอง จะยึดมั่นถือมั่นในตัวตนไม่ได้ ชาติบ้านเมืองต้องมาก่อนค่ะ
-แต่รักษาการนายกฯ ก็พูดชัดเจนว่าเขาปฏิบัติตามกฎกติกาทุกอย่าง
ไม่ใช่กติกาหรอก คุณก็รู้ว่าเขาทำอะไรกัน กติกาที่ไหน ถ้าตามกติกาจะมีการจัดตั้งม็อบหรือ ถ้าคุณแน่จริงคุณเดินเกมอย่างบริสุทธิ์สิ ถูกต้องไหม ทุกคนก็รู้ ตัวเขาก็รู้อยู่แก่ใจ
-แสดงว่าเห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของสังคม ตั้งแต่กรณีคุณสนธิจัดเวทีสัญจร จนถึงการชุมนุมที่สนามหลวงวันนี้ ?
คนหมดความอดทนแล้วไง เพราะเห็นเบื้องลึกทางการเมืองที่คุณทักษิณเล่น มันอ่านง่าย โจทย์มองเห็นง่าย คนมองเห็นชัด คนชั้นกลางออกมามากอย่างนี้โดยไม่มีการจัดตั้งม็อบ ออกมากันเองแสดงว่าทุกคนสุดจะกลั้นแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าประหลาดใจเลยนะ มันขับเคลื่อนด้วยตัวของมันเอง
-แล้วข้อมูลของฝ่ายทางรัฐบาล หรือที่คุณทักษิณมาพูดต่อสังคม ไม่มีน้ำหนักเลยหรือ
เราไม่ฟัง ติดลบเลย เราไม่ใส่ใจ เพราะว่าทุกคนก็รู้ว่าท่านปากหวาน และท่านไม่รักษาสัจจะด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพูด ก็อย่างชาติหน้าตอนบ่ายๆ แต่ตอนนี้ ชาติหน้าตอนเช้าๆ ยังมาไม่ถึงเลย
-ทางกลุ่มติดตามสถานการณ์นี้มากน้อยแค่ไหน
จริงๆ แล้วกลุ่มภาคีฯ ร่วมกับองค์กรอื่นๆ ก็มีการประชุมมีการเสวนา มีการพูดคุยกันอยู่ต่อเนื่อง แต่บางการประชุมก็ไม่ได้ไปเพราะว่ามีงานอื่นที่ต้องทำ แต่ก็จะมีการติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา เมลหากันตลอด บอกแจ้งข่าวสารการเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่เคยพลาด องค์กรนี้นี้ขับเคลื่อนไปถึงนี้แล้วนะ อะไรอย่างนี้
-คิดว่าตัวเองเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของทางรัฐบาลด้วยไหม
แน่นอน ได้รับผลกระทบมากมายในนามของคนเชียงใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องโครงการต่างๆ ที่มาลงเชียงใหม่พวกเราไม่เคยรับรู้อะไรเลย นี้คือสิ่งที่โกรธ โกรธแทนคนเชียงใหม่กับโครงการบ้าบอคอแตกที่มาลงแล้วเรารู้เรื่องที่ไหน อย่างไนท์ซาฟารี โครงการเมกะโปรเจคต่างๆ อีกที่ใช้งบเป็นแสนล้าน อันนี้โกรธมาก ยอมรับว่าโกรธ ไม่ชอบ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักให้เราต้องมาข้างหน้า รู้สึกว่าถือวิสาสะมากไป ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของประเทศ
-ในฐานะคนเชียงใหม่ ไม่คิดว่าเขาทำบ้านเราหรือ
ไม่ค่ะ ใครอยากได้ความเจริญ เคยถามสักคำหนึ่งไหม ไม่ได้ถาม มายัดเยียดความเจริญให้กับพวกเรา ใครอยากได้ ตลก เราขายธรรมชาติเราขายวัฒนธรรม เชียงใหม่เป็นเมืองวัฒนธรรม ใครๆ ก็รู้ เราไม่ใช่เมืองสัตว์ ไม่ใช่เมืองสวนสนุก ไม่ใช่ไอทีซิตี้ ไม่เชื่อคุณลองไปเดินหาซื้อเมาส์ไร้สายที่ไม่ใช้ถ่านสักอันสิ พันธุ์ทิพย์พลาซ่าเชียงใหม่ ไม่มีขายสักตัว
-คราวนี้ได้มาร่วมในเวทีระดับชาติ ท่ามกลางคนเรือนแสนที่ท้องสนามหลวง รู้สึกอย่างไรบ้างครับ
เห็นแล้วมีความสุขและดีใจที่ได้ไปอยู่ตรงนั้น เพราะผู้ชุมนุมดีมาก น่ารัก ไม่ก้าวร้าวอย่างที่ใครคิดกัน ทุกคนมาด้วยความสำนึกดี มาด้วยจิตใจต้องการเห็นความชอบธรรม ผู้คนก็เข้าร่วมได้อย่างสบายใจใครอยากเข้ามาก็มาไม่มีการกีดกั้น และยังมีการลงขันช่วยเหลือกัน ตอนอยู่บนเวทีถามหาคนเหนือ คนเชียงใหม่ ก็มีคนยกมือเยอะมากก็รู้สึกดีใจ แสดงให้เห็นว่าคนเชียงใหม่ไม่เห็นด้วยมีเยอะ บางคนที่มาไม่ได้อยู่เชียงใหม่ก็ต้องแสดงออกอยู่ในใจหรือรวมตัวอยู่ด้วยกันเอง
คิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนชั้นกลางที่ไม่หวาดกลัวต่ออะไร และต้องการความชอบธรรมต้องออกมารวมตัวกัน เรื่องม็อบชนม็อบนั้นทุกคนก็หวั่นใจอยู่ แต่ดีที่มีคนอย่างพี่เนาว์ หรือผู้ใหญ่อีกหลายคนที่เคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้วมาพูดคุย คนที่เข้าร่วมก็เชื่อฟัง เหตุการณ์ไม่ได้รุนแรงอะไร
-ทุกคนก็จะรับรู้ว่าสุนทรี เวชานนท์ เป็นนักร้อง และคราวนี้อ่านบทกวี ไม่คิดว่าเป็นการแสดงบทบาทผิดที่ผิดเวลาหรือ
บทเพลงก็คือกวีนะ คือมันร้อยเข้าหากัน ในฐานะที่เราเป็นคนเชียงใหม่เราก็คิดว่าบทบาทชัดเจนของเราอยู่ตรงไหน อาจจะเป็นภาพนักร้อง แต่ขณะที่งานของมวลชนเราก็ไม่เคยทิ้งขว้าง และก็จะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลชนตลอดเวลา เมื่อมีโอกาสเมื่อเวลานั้นได้ระนาบเดียวกันเราจะอยู่ตรงนั้น ตลอดเวลา ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยคิดว่าหน้าที่เราในสังคมคือร้องเพลงอย่างเดียว เราควรสามารถ recommend ความเป็นไปของสังคมได้ด้วย ควรรู้ว่าการเคลื่อนไหวของสังคมไปในทิศทางใด
อีกอย่างหนึ่งด้วยวัยวุฒิด้วย เรามาถึงตรงนี้แล้ว จะมานั่งร้องเพลงอย่างเดียวมันไม่ใช่ เอาบทเพลงเข้าไปสู่มวลชนและเพลงนี้แหละคือพลัง เพลงนี้อาจจะสร้างสังคมใหม่ให้สวยงาม นิ่มนวล หรือไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่หมายถึงว่าเราต้องไปไฮด์ปาร์ก ไปชี้หน้าด่าใคร มันไม่ใช่ตรงนั้น เราต้องการความสงบ เราต้องการความเรียบร้อย และความอ่อนโยนในสังคม
ภาพเราเป็นแม่หญิงเหนือจะใช้เพลงเป็นสื่อมากกว่า และบทกวีก็ไม่ไปด่าใคร เป็นการขับเคลื่อนไปด้วยกันมากกว่า เหมือนไปช่วยกันหนุนช่วยกันเสริม รู้อยู่บางทีมันอาจจะไม่มีผลกับรัฐบาลกับผู้นำประเทศ แต่บางสิ่งบางอย่าง ก็เหมือนน้ำหยดหนึ่งที่ไหลรวมกันแล้ววันหนึ่งก็จะเต็มตุ่ม
-ทำไมคนเชียงใหม่คนนี้ดูไม่รักนายกฯ เลย เท่าที่ทราบคนทางภาคเหนือส่วนใหญ่เชียร์คุณทักษิณไม่ใช่เหรอครับ
นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าอาย อย่างม็อบจัดตั้ง บอกตามตรงว่าอาย เศร้าใจ เขาไม่มีกติกา ใช้วิธีอย่างนี้เอาเงินฟาดหัวชาวบ้านแล้วก็จัดม็อบ เราห้ามเขาไม่ได้และห้ามไม่ให้ชาวบ้านรับไม่ได้ เพราะว่าชาวบ้านบางคนมีผู้นำ มีแกนนำไม่รับก็ไม่ได้กลายเป็นแกะดำก็จะมีปัญหาในชุมชนอีก แต่อย่าคิดว่าเขารับแล้วเขาจะไม่ทำอะไรเลย เขาอาจจะสนับสนุนหรือต่อต้านก็ได้ คุณไม่มีสิทธิมาบังคับ
-ไปครั้งนี้ไม่กลัวว่าจะขัดแย้งกับคนอีกส่วนหนึ่งในเชียงใหม่หรือ ยิ่งในฐานะคนที่ใครๆ ก็รู้จักและเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารด้วย?
วิธีคิดของคนมันห้ามไม่ได้หรอก เรื่องการขัดแย้ง อยู่ที่ว่าคนจะมี Vision อย่างไร เราอาจจะคุยกับคนระดับเดียวกันกับเราได้ แน่นอนในสังคมย่อมมีความต่างอยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าคนเขาคิดอย่างไร ในแง่ของการดำรงชีพ ทุกคนอาจจะเห็นว่าท่านนายกฯ ให้อะไรต่างๆ มากมายตามระบบทุนนิยม ให้ในแง่ทรัพย์สิน เงินทอง อัดเรื่องของการบริโภคอย่างเดียว แต่เราและอีกหลายคนที่คิดถึงความเป็นท้องถิ่น
-กังวลมั้ยครับว่าการปรากฏตัวที่นี่จะทำให้ภาพลักษณ์ หรือความนิยมลดลง
ไม่สนใจ เราถือว่าตัวเองอายุมากแล้ว เป็นแม่คนแล้ว เราควรจะปูพื้นฐานให้ลูกๆ ชี้ให้ลูกๆ ได้เห็นความถูกต้องดีงามในสังคม เราจะอยู่รวมกันได้อย่างไรอย่างสันติสุข มาครั้งนี้ไม่ใช่ว่าเราต้องการไปปะทะกับใคร หรือไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร แต่ต้องการแสดงพลังเงียบ ให้ลูก ให้หลาน ให้เด็กรุ่นหลังได้เห็นว่าเราต้องการอะไร ทำไมต้องกลัวคะ ยิ่งเมืองเชียงใหม่เป็นอย่างนี้สนับสนุนความชั่วร้ายอะไรอย่างนี้ แล้วเราต้องตามก้นเขาหรือทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดี ก็ต้องบอกว่าตาชั่งมันมีสองด้านใช่ไหมเล่า มันก็ต้องคานกันอยู่อย่างนี้แหละ จะปล่อยให้ตาชั่งเอียงได้อย่างไร
-การชุมนุมครั้งนี้พบว่ามีนักร้อง นักแสดง ออกมาร่วมส่วนหนึ่ง แต่ยังต้องปกปิดจุดยืนของตัวเองโดยเฉพาะต่อหน้าสื่อ มองเรื่องนี้อย่างไร
ความกลัว อาจจะกลัวเสียภาพพจน์ กลัวอะไรต่างๆ อันนั้นเป็นเรื่องของเด็กๆ วัยอย่างเราเป็นวัยที่ตกผลึกแล้ว เรารู้อะไรดีไม่ดี อะไรควรไม่ควร เราควรจะเป็นผู้นำสังคม ผู้นำเด็กที่กำลังเดินตามรอยเรามาให้มันถูกทิศทางว่าความชัดเจนอยู่ตรงไหน ความเที่ยงธรรมอยู่ตรงไหน เราทำอย่างนี้เราไม่ได้ไปชี้หน้าด่าพ่อด่าแม่ใคร ทำเพื่อตัวเองหรือ..ก็เปล่า เราก็ต้องรู้ว่าทำนี่เพื่ออะไร เพื่อบ้านเมืองใช่ไหม มีเราคนเดียวใช่ไหม ไม่ใช่เพราะทุกคนในสังคม ทุกวงการเขาออกมากันหมดเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคม แต่ในขณะเดียวกันศิลปินทั้งหลายกลับกลัวที่จะมีผลกระทบ มันไร้สาระนะ
เราอายุ 50 กว่าแล้ว เป็นแม่คน อีกไม่กี่ปีจะลงโลงแล้ว มานั่งกลัวอย่างนี้มันไร้ค่า คือไม่ได้ต้องการเป็นคนเก่ง ไม่ต้องการเป็น somebody ขึ้นมาจากเวทีนี้ ไม่ใช่ แต่มีความหวังว่าไม่ว่าอยู่ในวงการไหนก็แล้วแต่ ถ้าคุณเข้าใจปัญหาสังคม ปัญหาของบ้านเมืองลุกขึ้นมาช่วยกัน อันนี้คือสิ่งที่อยากจะทำแค่นั้นเอง กระทบน่ะกระทบแน่แต่บวกหรือลบไม่ทราบ ก็ต้องให้มันกระทบไป จะให้ทำอย่างไรล่ะ
-ออกมาแสดงบทบาทแบบนี้ กับลูก (ลานนา คัมมินส์) มีการพูดคุยกันทำความเข้าใจอย่างไร
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปช่วยคุณสนธิที่สวนลุมฯ เป็นศุกร์สุดท้ายวันที่ 20 มกราคม ก็ห่วงใยเขาโทรไปคุยบอกว่าลูกกลัวไหม เขาบอกว่า แม่คะถ้าแม่ไม่ทำอะไรเลยลูกจะอายมาก นี่คือคำตอบของลานนา แต่ที่ไปสนามหลวงนี่ลูกไม่รู้ ไม่อยากให้ลูกห่วง ไปแล้วค่อยบอกลูก แต่รู้ว่าลูกไม่ห้าม ถามว่ากลัวมีผลกระทบกับลูกไหม คิดว่าลานนาเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ เราเชื่อมั่น
.........................................
สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์
|