Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เสี้ยวหนึ่งของ "มะเมียะ&q...

เสี้ยวหนึ่งของ "มะเมียะ"


ในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยะมหาราช
เจ้าน้อยศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ซึ่งประสูตรจากเจ้าหญิงจามรี
รัชทายาทของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ซึ่งไปศึกษาต่อที่เมืองมะระแหม่งตั้งแต่อายุได้ เพียง ๑๕ ปี
และได้ใช้เวลาอยู่ ณ ต่างด้าวต่างแดนถึง ๕ ปีเต็มๆ
เจ้าน้อยศุขเกษมเป็นชายหนุ่มรูปงาม
ซึ่งชาวพม่า มอญ ยกย่องสรรเสริญความงามของหม่อมเจ้าน้อยศุขเกษมเสียเลิศลอย

" พิศโฉมและฟังเสียง ละก็เพียงจะขาดใจ
โอ้นอนจะหลับไหล ฤาฉะนี้นะอกเอ๋ย
ขืนนอนก็ร้อนเร่า ฤดีเฝ้าคนึงเชย
หากขืนจะนอนเฉย อุระอาจพังภินทร์ "


เจ้าน้อยศุขเกษมได้พบรักกับสาวชาวเมืองมะระแหม่งนางหนึ่ง
มีนามว่า "มะเมี๊ยะ"
ขณะนั้นมะเมี๊ยะเป็นเพียงแม่ค้าสาวชาวพม่า
หน้าตาพริ้มเพราได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 16 ปี
ขณะนั้นมะเมี๊ยะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ในตลาดเมืองมะระแหม่ง

" ขนตายาวราวปีกคลีของผีเสื้อ
มองไม่เบื่อจูงใจไปจำหลัก
ตาคมซึ้งตรึงอุระดังชะนัก
เป็นรอยปักแนบแน่นแก่นชีวิต "


ผู้ตั้งกระทู้ เจ้นดินเจ้นฟ้า :: วันที่ลงประกาศ 2006-10-06 20:17:32


[1]

ความเห็นที่ 1 (431162)
เมื่อทั้งสองได้พบกันจึงเกิดเป็นความรัก
ได้อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาเรื่อยมา

และในวันพระ
ทั้งสองจะพากันไปทำบุญที่วัดในเมืองมะระแหม่งอยู่เสมอ

ณ ที่ลานพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์-ปูชนียสถานเก่าแก่ดั้งเดิม
คู่บ้านคู่เมืองของเมืองมะระแหม่งนั้นเอง
ทั้ง สองหนุ่มสาวซึ่งได้ครองรักเยี่ยงสามีภริยากัน
หลังจากติดต่อกันไม่นานได้นั่งหมอบเคียงคู่ให้สัตย์
ปฏิญาณสาบานต่อกันว่า
จะซื่อตรงจงรักไม่แปรผันชั่วชีวิตดับ
ทั้งเจ้าหนุ่มและมะเมี๊ยะสาวน้อย
ผู้ยังไม่ เดียงสาต่อโลกและชีวิต เฝ้าแต่เพียงว่า

" สิ่งกีดขวางระหว่างชนสองคนเพศ
ใช้เส้นเขตขีดรอบเป็นขอบขันธ์
ใช้สัญชาติ, ศาสน์, เหล่าหรือเผ่าพันธ์
แต่สิ่งนั้นคือศักดิ์ที่รักดี "

ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:18:26


ความเห็นที่ 2 (431163)
เมื่อถึงกำหนดการที่จะต้องเดินทางกลับเชียงใหม่
ซึ่งเจ้าน้อย เพิ่งจะมีอายุครบ 20 ปี
จึงได้ตัดสินใจให้มะเมี๊ยะ ปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวน
เพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า
โดยหารู้ไม่ว่า
เจ้าพ่อและเจ้าแม่ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวลธิดาของเจ้าสุริยวงศ์
ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อย ตั้งเมื่อเจ้าน้อยเดินทางไปศึกษาที่เมืองพม่า

หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมี๊ยะไว้ในบ้านหลังเล็ก
ที่เจ้าพ่อและจ้าวแม่จัดเตรียมเป็นที่พักมาแล้วหลายวัน
ในที่สุดเจ้าน้อยจึงตัดสินใจบอกความจริงกับเจ้าพ่อและเจ้าแม่
และเจ้าน้อยรู้ดีว่า แม้ท่านทั้งสองจะมิได้เอ่ยคำใด
แต่คงไม่ยอมรับให้มะเมี๊ยะเป็นศรีสะใภ้แน่นอน
เนื่องจากเจ้าน้อย ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไป
หากเจ้าน้อยเลือกมะเมี๊ยะเป็นภรรยา
ประชาชนย่อมอึดอัดใจในการยอมรับมะเมี๊ยะ ผู้เป็นหญิงต่างชาติ
มาดำรงสถานะภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน

อันเชื้อสายราชวงศ์ของเจ้าสุริยะนั้น สืบเชื้อ
สายมาจากเจ้าฟ้าเชียงตุงที่ลี้ภัยจากพม่า
มาแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ ๑ เจ้าฟ้าเชียงตุง
องค์นี้เป็นไทยเขินละทิ้งราชบัลลังก์มาตั้ง
นิวาสถานอยู่ในเชียงใหม่ ส่วนเจ้าหญิง
สุคนธาภริยาเจ้าสุริยะ เป็นธิดาของเจ้าราช-
บุตร (สุริยะวงศ์) ซึ่งก็เป็นโอรสของพระเจ้า
มโหตรประเทศราชา เจ้าผู้ครองนคร
เชียงใหม่องค์ที่ ๕

ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:18:57


ความเห็นที่ 3 (431164)
สถานการณ์ในขณะนั้นน่าวิตกยิ่ง
เนื่องจากอังกฤษได้แผ่อิทธิพลไปทั่วเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มะเมี๊ยะเป็นคนในบังคับของอังกฤษ
และอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช
อาจเป็นปัญหาที่ใหญ่โตทางการเมืองได้ในภายหลัง
ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงยื่นคำขาดให้เจ้าน้อย
ส่งตัวมะเมี๊ยะกลับเมืองมะระแหม่ง
เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง
เจ้าศุขเกษมถึงน้ำตาตลอหลังจากแน่นิ่งฟังเจ้าพ่อเจ้าแม่
ความคิดภายในสับสนบอกไม่ถูก
เมื่อคิดถึงประเพณีกับความรัก
พลางโพล่งออกมาว่า

"มะเมี๊ยะไม่ได้ทำร้ายใคร
ไม่ได้ลบหลู่ใครมะเมี๊ยะเป็นคนดี
ข้าเจ้ารักมะเมี๊ยะ มะเมี๊ยะเป็นหัวใจของข้าเจ้า
ข้าเจ้าเป็นหัวใจของมะเมี๊ยะ
เราเคยสาบานกันต่อหน้าพระธาตุมะระแหม่งว่า
ถ้าใครทรยศต่อรักแล้ว
ขอให้อายุสั้น
ข้าเจ้ารักมะเมี๊ยะเจ้าแม่ "

ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:19:18


ความเห็นที่ 4 (431165)
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เป็นผลดั่งใจเจ้าน้อย
เนื่องจากปัญหาบ้านเมืองนั้นน่าวิตกยิ่ง


มะเมี๊ยะได้ถูกเกลี้ยกล่อมให้กลับไปรอเจ้าน้อยที่เมืองมะระแหม่ง
มิฉะนั้น บ้านเมืองอาจเดือดร้อน
นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจ และยอมจากไป
เพื่อไม่ให้คนที่ตนรักได้รับความเดือดร้อน

"มะเมี๊ยะเห็นใจเจ้าแล้ว
มะเมี๊ยะต้องจากเจ้าไป
ตลอดชีวิตของมะเมี๊ยะจะไม่ขอเป็นของใครอีก
มะเมี๊ยะจะเป็นของเจ้าคนเดียวเท่านั้น
มะเมี๊ยะมีใจเดียวรักเดียว
จะขอรอเจ้าจวบจนชีวิตดับ"


เสียงมะเมี๊ยะขาดห้วงลง
เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอหอยมิให้พูดต่อไปอีก
เจ้าศุขเกษมดึงร่างมะเมี๊ยะกระชับเข้ามาอีก
แล้วคร่ำครวญเป็นภาษาพม่าอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"สุดที่รักของฉัน ฉันเกิดมามีกรรม
เราเคยสาบานกันว่าใครทรยศต่อรักขออย่าให้อายุยืนยาว
แล้วฉันก็ต้องทำลายเธอ
ทำลายชีวิตเธอทางอ้อมขอกลับไปรอฉันที่บ้านเถิด
หากฉันมีบุญวาสนาในวันหน้า
ฉันจะไปรับเธอกลับมาอยู่เชียงใหม่จนได้
มะเมี๊ยะจ๋า ฉันจะรักเธอจนวันตาย"

ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:19:51


ความเห็นที่ 5 (431167)
แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ถูกพลัดพรากจากกันจนชั่วชีวิต
มันเป็นเช้าของเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖

ณ ประตูเมืองที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ที่อยากเห็นโฉมหน้าของมะเมี๊ยะ ที่ลือกันว่างามนักหนา
บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง
เมื่อเจ้าน้อยพูดภาษาพม่ากับมะเมี๊ยะได้ไม่กี่คำ
นางผู้มีใจรักมั่น
ได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ
ในอ้อมแขนที่ยากจะจากกันได้
เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว
เจ้าน้อยได้รับปากกับมะเมี๊ยะว่า

ตนจะยึดมั่นในคำปฏิญานที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูป
จนกว่าชีวิตจะหาไม่
หากท่านนอกใจมะเมี๊ยะ โดยสมรสกับหญิงอื่น
ขอให้ชีวิตของตนประสพแต่ความทุกข์ทรมานใจ
แม้แต่อายุ ก็จะไม่ยืนยาว

ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:20:21


ความเห็นที่ 6 (431168)
เจ้าน้อยได้ให้คำมั่นสัญญาว่า
ภายในเดือน
จะกลับไปหามะเมี๊ยะให้จงได้
แม้จะขึ้นไปบนช้างแล้วก็ตาม
มะเมี๊ยะก็ขอลงมาหาเจ้าน้อยอีกจนได้
เธอคุกเข่าลงกับพื้นก้มหน้า
สยายผมออกเช็ดเท้าสามีด้วยความรักอาลัย

เรียกน้ำตาของเจ้าน้อยไหลลงนองสองแก้ม
แล้วก็โผเข้ากอดรัดกันอีก
เหตุการณ์ต่อหน้าต่อตาที่คาดไม่ถึง
ทำให้ประชาชนทั้งชายหญิงที่มีจิตใจไม่เข้มแข็ง
กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน
ท้าวบุญสูงต้องอึดอัดใจอย่างยิ่ง
เพราะไหนจะปลอบใจให้มะเมี๊ยะกลับขึ้นไปบนหลังช้าง
ไหนมะเมี๊ยะจะดึงดันกลับลงมาอีก
เป็นหนที่สองวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดเจ้าน้อยอีก
กว่าขบวนจะออกเดินทางได้ก็เลยกำหนดเวลาไปนานอักโข

เจ้าน้อยยืนเหม่อมองดูจุดเล็กๆ
ที่ขยับเขยื้อนเหลียวมองด้านหลังจากบนหลังช้างนั้นตลอดเวลา
จนลับจากสายตาจึงยอมกลับสู่คุ้ม
ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:20:55


ความเห็นที่ 7 (431169)
ประชาชนชาวเชียงใหม่
ม่มีโอกาสประสบพบเห็นความรักต่างแดน
อันลงเอยด้วยความโศรกสลดรันทดใจมาก่อน
และไม่มีโอกาสจะพบเห็นได้อีกแล้วในประวัติศาสตร์ของเวียงพิงค์


เมื่อกลับไปถึงเมืองมะระแหม่งแล้ว
มะเมี๊ยะได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อย
จนครบกำหนดเดือนที่ท่านได้รับปากไว้
แต่กลับไร้วี่แววใดๆ
มะเมี๊ยะ จึงตัดสินใจเข้าพึ่งร่มพุทธจักร ครองตนเป็นชี
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า

นางยังซื่อสัตย์ต่อความรัก ที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม

หลังจากที่มะเมี๊ยะ ทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส
ระหว่างเจ้าน้อย กับ เจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่
แม่ชีมะเมี๊ยะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่
และขอพบเจ้าน้อยเป็นครั้งสุดท้าย
เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก
ก่อนที่จะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต

แต่เจ้าน้อยศุขเกษม ไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมี๊ยะได้
จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมี๊ยะตามคำขอร้อง
เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูงพี่เลี้ยงคนสนิท
นำเงินจำนวน 80 บาทไปมอบให้แก่แม่ชีมะเมี๊ยะ
เพื่อใช้ในการทำบุญ
พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่ง
เป็นตัวแทนของเจ้าน้อย ให้ไปกับแม่ชีมะเมี๊ยะ
ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:21:35


ความเห็นที่ 8 (431170)
เหตุการที่เกิดขึ้นทำให้มะเมี๊ยะและเจ้าน้อย
ต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด

หลังจากเดินทางถึงเมืองมะระแหม่ง
มะเมี๊ยะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ
จนกระทั่งถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ.2505
รวมอายุได้ 75 ปี

ส่วนเจ้าน้อยศุขเกษมได้รับราชการ
เป็นรองอมาตย์โท ร้อยตรี เจ้าอุตรการโกศล (ศุขเกษม)
ส่วนชีวิตสมรสของเจ้าน้อยก็ไม่มีความสุข
ต้องแยกทางกันกับ เจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่
เจ้าศุขเกษมติดสุราอย่างแรง จนกระทั่ง...ตรอมใจ
วายชนม์ เมื่ออายุได้ 30 ปี

" แม้มิได้เป็นมหาสมุทรกว้าง
ขอเป็นทะเลก็พอใจฉัน
แม้มิได้เป็นเหมือนดวงตะวัน
ขอเป็นจันทร์เจิดแจ่มแอร่มดู "

ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:22:10


ความเห็นที่ 9 (431172)

ภาพเจ้าน้อยสุขเกษม

ที่มา http://www.imahnoi.com/board/index.php?showtopic=2689


กดที่นี่เพื่อ ฟังเพลงมะเมีย
ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้นดินเจ้นฟ้า วันที่ตอบ 2006-10-06 20:28:43


ความเห็นที่ 10 (431325)

ฟังเพลงนี้ทีไรน้ำตาก็ไหลทุกทีเลย โดยเฉพาะท่อน "เจ้าชายก่จัดกระบวนช้างไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา"

ผู้แสดงความคิดเห็น นิ วันที่ตอบ 2006-10-07 15:37:24


ความเห็นที่ 11 (431334)

อ่านก็ครั้งก็ยังตรึงใจ  แถมยิ่งได้ฟังเพลงประกอบไปด้วย

ทำเอา..น้ำตาซึมไปเหมือนกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น นินจา วันที่ตอบ 2006-10-07 16:31:02


ความเห็นที่ 12 (431340)

 

        ซึ่งแต้ๆ เจ้า อ่านแล้วน้ำต๋าจะไหล

ผู้แสดงความคิดเห็น วิมานดินคนเหงา วันที่ตอบ 2006-10-07 17:02:27


ความเห็นที่ 13 (438747)
เป๋นดีเอ็นดูล้ำ  แต่ก่บ่ฮู้จะหยะจะไดกับความฮัก  ชะต๋าชีวิตก๋ำหนดมาอย่างใด  ก็ต้องเป๋นไปอย่างอั้น 
ผู้แสดงความคิดเห็น ละอ่อนน่านเจ้า วันที่ตอบ 2006-10-25 04:31:56


ความเห็นที่ 14 (445996)
lสงสารจัง
ผู้แสดงความคิดเห็น เจ้าใหญ่ วันที่ตอบ 2006-11-08 00:00:58


ความเห็นที่ 15 (718812)
ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2007-07-23 08:31:18


ความเห็นที่ 16 (984605)

อ่านไปร้องไห้ไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ผักบุ้ง วันที่ตอบ 2008-03-06 22:42:25


ความเห็นที่ 17 (1117904)

ในฌลกของความจริงในอดีตจะมีเรื่องราวที่สุดแสนเศร้าเหลือเกินเกินที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ความรักที่เกิดขึ้นมาเพราะเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมันช่างไม่ยุติธรรมต่อคนสองคนเอาเสียเลยการที่มะเมี๊ยะสยายผมเช็ดบาทของเจ้าน้อยศุขเกษมแค่จินตนาการภาพก็มองเห็นความโศกเศร้าได้อย่างชัดเจนความรักที่ถูกพลัดพรากความรักที่ถูกกำหนดโดยผู้ใหญ่ความรักที่เกิดจากความไม่ลงตัวจนเป็นเหตุให้คนสองคนต้องมาจบชีวิตลงชายจบลงด้วยรักอย่างสุดหัวใจดื่มเหล้าเมามายหวังเพื่อให้ลิมความรักที่ผ่านมา รักมากใจก็ลืมยากส่วนหญิงหนีไปบวชชีหวังพึ่งพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งทางใจให้ลืมแต่ความรักครอบคลุมหัวใจมากกว่าสมาธิจนจบชีวิตลงอย่างหมดอาลัยตายอยากคือการอยู่ไปวัน ๆ อย่างลืมไม่ได้พอครบอายุขัยก็ต้องตายเศร้าและไม่รู้จะช่วยให้วิญญาณทั้งสองไปเป็นอย่างไร ก็ขอให้ทั้งสองได้พบเจอกันในสรวงสวรรค์ เกิดชาติหน้าให้ได้พบกันให้ได้รักกันตราบกว่าจะตายจากกัน

ผู้แสดงความคิดเห็น นางสาวเอกอนงค์ อดุลถิรเขตต์ วันที่ตอบ 2008-03-27 23:27:15



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.