ผู้หญิงธรรมดาๆที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ เป็นหญิงจากเชียงใหม่หน้าตาคมที่กลายมาเป็นนักร้องเจ้าของสำเนียงเสียงร้องเหน่อๆแบบชาวเหนือเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าแฟนเพลงที่รักและเคารพจะได้ยลยินเสียงของเธอมานานเกือบสามทศวรรษ
เธอคนนี้เริ่มเป็นที่ปรากฏต่อสายตามิตรรักแฟนเพลงทั่วทั้งประเทศ เมื่อได้ร่วมงานกับพี่น้องตระ***ล "มโนเพ็ชร" แม้ว่าเธอคนนี้จะไม่ได้ใช้นามสกุลมโนเพ็ชรมาตั้งแต่เกิดจนถึงทุกวันนี้อย่างที่บางท่านนึกผิด หรือไม่ก็นึกว่าเธอเป็นภรรยาคนหนึ่งของจรัล มโนเพ็ชร แต่เธอก็เป็นสมาชิกนอกตระ***ลคนหนึ่งที่เข้ามาร่วมงานกับพวกเขาในฐานะนักร้อง และเพลงที่เธอร้องก็เป็นที่โด่งดังไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย
ปัจจุบัน เธอไม่ค่อยมีผลงานเพลงใหม่ๆออกสู่สาธารณชนนัก แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน เธอได้เพิ่มสมาชิกใหม่เป็นทายาทของเธอถึงสองคน โดยเฉพาะลูกสาวชื่อ "ลานนา" ที่ช่วงนี้กลายเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ใจเกินร้อยไปแล้วเจ้า
ถูกต้องแล้วเจ้า..... คนที่ผมเขียนถึงก็คือ "สุนทรี เวชานนท์"
สุนทรีมีผลงานเพลงร่วมกับตระ***ลมโนเพ็ชรอยู่หลายชุดในยุคแรกๆ ต่อมาทางตระ***ลก็มีดำริว่าอยากให้แต่ละคนได้แสดงฝีมือของตัวเองกันบ้าง ก็อย่างที่รู้ๆกัน....งานเดี่ยวของแต่ละคนนั่นแหละ
นายจรัลทำเพลงไว้หลายเพลง ออกเทปหลายชุด ทำเพลงให้กับองค์กรต่างๆมากมาย เคยทำเพลงร่วมกับวงดนตรีระดับบิ๊กแบนด์มาแล้ว แล้วก็...ได้เล่นหนังเล่นละคร แม้ว่าผลงานที่ออกมาจะเป็นน้ำดีบ้างน้ำเน่าบ้าง แต่ทว่าผลงานการแสดงเกือบทุกเรื่องนั้นนั้นเขาก็ได้รางวัลยอดเยี่ยมกลับสู่วงศ์ตระ***ล
ส่วนแม่สุนทรีก็ได้มีอัลบั้มของตนเอง ถ้าจำไม่ผิดเทปเพลงชุดแรกที่เธอร้องเองเกือบทั้งหมด ซึ่งผมมีเทปม้วนนี้ไว้ครอบครองจนไม่มีสนิม ก็เห็นจะเป็นอัลบั้มชื่อเดียวกับชื่อเพลงแรกของอัลบั้มที่ชื่อว่า "แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน"
และงานชิ้นนี้ผมบอกได้ว่า.... มีความต่างไปจากภาพลักษณ์ดั้งเดิมของเธออย่างมาก
เห็นได้จากปกเทปที่แม่สุนทรีสวมชุดแดงเปิดไหล่ ผ้าโพกผม ใส่สร้อยคอหลายเส้น กำไลหลายวง แต่งหน้าจัดนิดหน่อย อีกหน้าหนึ่งก็เปลี่ยนเสื้อเป็นสีส้มปิดเนื้อปิดตัวรับลมหนาว บ่งบอกถึงการแต่งกายของชาวเหนือตกดอยนั่นเอง และแน่นอน...ของแท้ต้องมี นิธิทัศน์-ออนป้า
อีกอย่างก็คือเพลงในอัลบั้ม เนื้อเพลงเปลี่ยนเป็นภาษากรุงเทพฯจนหมด ภาคดนตรียังคงเป็นโฟล์ค แต่มีการเพิ่มสีสันด้วยแนวดนตรีต่างๆหลายหลาก ที่มีการใช้เครื่องดนตรีตามยุคสมัยจนแทบไม่มีกลิ่นภาคเหนือหรือภาคอื่นใดมาเจือปน
และสิ่งที่ยังคงเดิมๆอยู่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือชายคนเดิม "จรัล มโนเพ็ชร" ผู้รับหน้าที่เขียนคำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง และควบคุมการผลิตอัลบั้มนี้ให้เธอทั้งหมด โดยมีพี่น้องตระ***ลมโนเพ็ชร และ น้ารง ธรรมพิทักษ์ รับหน้าที่บรรเลงให้ในอัลบั้มชุดนี้ ร่วมด้วยศิลปินรับเชิญอีกสองคน
อัลบั้มนี้ไม่ใช่มีเฉพาะบทเพลงที่เขียนขึ้นมาให้เธอร้องบันทึกเสียงเป็นครั้งแรกเท่านั้น ยังมีบทเพลงจากอ้ายจรัลที่เก็บไว้นาน ทั้งที่เคยบันทึกเสียงแล้วและที่ยังไม่เคยบันทึกเสียงมาทำใหม่ให้เธอได้ร้องบ้าง
จดหมาย เอ๊ย...เทปเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า "แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน" ก็อย่างที่บอกนั่นแหละเป็นเพลงให้กำลังใจสืบเนื่องจากรางวัลแด่หนุ่มสาวผู้ช่างฝัน ดนตรีเป็นโฟล์ค ใช้กีตาร์โปร่งเป็นสื่อ มีเสียงเพอร์คัสชั่นไฟฟ้าเข้าจังหวะนิดๆ เนื้อเพลงก็บรรยายถึงสภาพความร้าวรานและการหาวิธีเพื่อให้คนทุกคน(ไม่ใช่เฉพาะหนุ่ม เฉพาะสาวเท่านั้น)ได้ต่อสู้ แน่นอนเสียงร้องของแม่สุนทรีก็เริ่มปรากฏด้วยน้ำเสียงที่เคยคุ้นหูที่มากับเนื้อร้องภาษากลางๆ แต่ผมมีอาการไม่พอใจนิดๆที่ทำนองของเพลงนี้ดูเหมือนว่ามีการเอาทำนองเพลงดังจากต่างประเทศเพลงหนึ่งมาดัดแปลงด้วย
จากนั้นจึงเข้าสู่บทเพลงที่มีเรื่องราวเป็นอัตชีวประวัติของเธอ "ผู้หญิงธรรมดา"(ภาคของแม่สุนทรี ไม่ใช่ของหนูลานนาในชุดแรกนะนะ) ดนตรีเริ่มไม่ค่อยเบานัก และยังได้เพิ่มเสียง***บเพลงปากของนายจรัลเข้ามาแทรกอยู่ตลอดเพลง ต่อมาก็เป็นเพลงที่ชื่อ "เพื่อน" ก็เป็นเพลงหนึ่งจากหนังไทยภาคต่อนาม บุญชู แต่มาคราวนี้ให้เธอได้ร้องบ้าง ดนตรีจังหวะปานกลางคล้ายกับที่ทำไว้เป็นต้นฉบับ ช่วงอินโทรอาจพานไปนึกถึงเพลงบูมเมอแรงของน้าเบิร์ดนั่น แต่เพลงนี้ก็ได้เสียง***บเพลงปากโซโล่จากนายคนเดิมมาเพิ่มเติมด้วย เพลงลำดับที่สี่ "ดอกฝิ่น" เนื้อหาและดนตรีหนักขึ้นๆ ประมาณร็อกแอนด์โรลหรือไม่ก็แจ๊ซ สื่ออารมณ์ได้ซาบซึ้ง ใช้ไวโอลินเป็นสื่อโซโล่อยู่ตลอดเพลง เพลง "อ้างว้าง" โฟล์คประสากรุงเทพฯตามเคย เนื้อหาบอกถึงบรรยากาศในบ้านเกิด มาถึงเพลง "รักสับสน" เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่เธอได้ร้องคู่กับโปรดิวเซอร์(ก็นายจรัลคนเดิมนั่นแหละ) เนื้อหายาว เล่าถึงชีวิตรักที่ระทม ภาคดนตรีที่ออกมาอาจจะนึกถึงประมาณเพลงรื่นรมย์สมอุรา ฯ ของดิอิมพอสซิเบิ้ล แถมได้ไวโอลินมาโซโล่คลายเหงาด้วย
มาถึงเพลงเก่าซูเปอร์ฮิตมาเล่าใหม่อย่าง "รางวัลแด่คนช่างฝัน" คงไม่ต้องอธิบายให้มากมาย ก็คล้ายของเดิมๆแต่ยังได้สีสันแบบอิเล็กทรอนิคส์ตามสมัย จนถึงเพลงที่มีเนื้อหาบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอและก็เราๆทุกๆคน "เปลี่ยน" ดนตรีเป็นป๊อปๆ จนถึงทริปสุดท้าย "แนวร้างทางเดิม" เนื้อหาสะท้อนชีวิตบ้านเกิดคล้ายกับเพลงเดือนเพ็ญหรือเพลงแนวลูกทุ่งชาวนา ดนตรีออกมายิ่งใหญ่ มีเสียงเปียโน กีตาร์ ยัน***บเพลงปาก แถมออเคสตร้าแบบจำลอง
ลืมไป...อีกเพลงหนึ่งที่น่าฟัง "ไม่เคยเสียใจ" เนื้อหาก็เป็นการปลุกใจผู้คนเช่นเพลงก่อนๆของอ้ายจรัล ภาคดนตรีมีการใช้กีตาร์โปร่งโซโล่ และใช้ ออเคสตร้า+brass จำลอง รูปแบบการร้องของเธอก็เป็นการเริ่มต้นด้วยเสียงร้องเบาๆไปหาดังกังวานคล้ายเพลงในยุคนี้ บางท่านที่ได้ฟังอาจจะมีความอยากให้นักร้องรุ่นหลังๆได้นำบทเพลงที่หายไปจากเสียงร้องของแม่สุนทรีเพลงนี้ไปร้องต่อไว้บ้าง (หรืออาจแต่งตัวคล้ายแม่สุนทรีในเทปชุดนี้ก็ได้) เรียกว่าเธอร้องเพลงนี้ได้สมกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ธรรมดาแม้จะเป็นเพียงชั่วครั้งคราว ขณะที่เพลงอื่นๆนั้นเสียงร้องของเธอแอบมีการยึดติดเอกลักษณ์ติดตัวมาแต่เดิม เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นเพลง ผู้หญิงธรรมดา โดยรวมแล้วเนื้อหาในอัลบั้มนี้มักมุ่งไปที่เรื่องกำลังใจ ดนตรีในชุดนี้อาจเรียกว่าเป็นแนวอะไรดี...
ก็น่าจะเรียกได้ว่า เทปเพลงชุดนี้อาจเป็นแนวเพลงโฟล์ค-ป๊อป-เพื่อชีวิต-ลูกทุ่ง ก็คงไม่เชิง
อนึ่ง อัลบั้มชุดนี้ก็รู้อยู่ว่าเป็นผลงานการตลาดของ "นิธิทัศน์" ในยุคซูเปอร์ฮิต มีไม่มากนักในยุคนั้นที่นิธิทัศน์หาผลงานที่สร้างสรรค์ที่สุดออกสู่สาธารณชน ในฐานะที่จรัล และ สุนทรี เป็นศิลปินอิสระที่เคยเข้ามาทำงานร่วมกับนิธิทัศน์ อัลบั้มของจรัล และ สุนทรี ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เอาใจชาวเหนือและยังเอาใจคนต่างภูมิภาคได้อย่างกว้างขวางที่สุด พวกเขาและเธอก็ยังได้ทำเพลงที่แตกต่างไปจากภาพลักษณ์เดิมๆ อาจคล้ายโต้ ชิริ๊ก เอ๊ย...ติ๊ก ชิโร่ ในค่ายเดียวกัน หรือไม่ก็เป็นที่พวกเขาและเธอเองอยากเป็น
ถ้าจำไม่ผิด อัลบั้มเพลงภาษากลางๆทั้งอัลบั้มของแม่สุนทรีออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันกับอัลบั้มของนายจรัล ในภาพลักษณ์ "จรัลแจ๊ซ" เมื่อช่วงเข้าสู่ปี พ.ศ.๒๕๓๔
หลังจากผลงานอัลบั้มชุด "แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน" แล้ว แม่สุนทรีก็ยังคงมีผลงานเพลงใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ จนช่วงหนึ่งได้มีโอกาสร้องเพลงคู่กับ อ.หงา คาราวาน ในชุด "รักและหวัง" เป็นเพลงภาษากลางๆ นอกนั้นก็เป็นผลงานของเธอแทบทั้งสิ้น ด้วยสำเนียงเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์เหน่อๆของผู้หญิง เนื้อเพลงและดนตรีจากถิ่นกำเนิดก็ยังคงถูกเล่าขานมาเรื่อยๆ
แม้ในยุคหลังๆนี้คนรุ่นใหม่ๆจากพื้นที่ต่างๆ อาจไม่ได้ติดตามผลงานของเธออยู่บ่อยๆนัก ยกเว้นงานใหญ่ๆในบางโอกาส คนรุ่นใหม่จึงหันไปสนใจผลงานของศิลปินคนรุ่นใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งทายาทของแม่สุนทรี เสียมากกว่าผลงานของคุณแม่สุนทรี
เมื่อเอ่ยถึงเสียงร้องที่มีเนื้อและดนตรีกลางๆของพวกเขาและเธอแล้ว หากนายจรัลยังยืนร้องเพลงอยู่ ออกเทปเพลงกลางและเหนืออยู่อีกหลายชุด ก็คงร้องเพลงภาษากลางได้สุดไพเราะอยู่ตลอดไป อาจได้มีโอกาสร้องเพลงกับคุณบอย โกสิยพงษ์ ถ้าหวังไว้ ขณะที่แม่สุนทรี ออกเทปเพลงเนื้อกลางได้ไม่กี่ชุดก็รับไม่ไหวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของใครบางคน หน้าตาและสุ้มเสียงของเธอจึงหันเหไปที่เชียงใหม่เป็นหลัก มีเฮือนสุนทรีไว้ต้อนรับทุกท่าน แล้วออกเทปร้องเพลงเหนือๆ ไพเราะๆ สักพัก และ....
หวังว่า การกลับมาร้องเพลงใส่แผ่นอีกครั้งของแม่สุนทรี อาจมีเพลงใหม่ๆที่เนื้อร้องกลางๆ ดนตรีกลางๆ อย่างน้อยสักเพลง ไม่ก็ทั้งอัลบั้มเช่นเมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว
อย่างที่เมื่อไม่นานมานี้หนูลานนาก็ได้ร้องเพลงภาษากลางๆอย่าง "จ้องตากับความเหงา" เพลงนี้อาจทำให้นึกถึงเพลงของหนูพั้นช์ เพราะทีแรกน่าจะให้พั้นช์ร้องเพลงนี้ หรือไม่ก็วางตัวให้คุณแม่ร้องแทนคุณลูกก็น่าจะให้เป็น
ผมอยากเห็นหนูลานนาได้ร้องเพลงเก่าๆเหล่านี้ อย่างเช่นเพลงทั้งหมดในอัลบั้มที่ผมเขียนถึงนี้ และอยากเห็นคุณแม่ร้องเพลงภาษากลางๆใหม่ๆบ้าง ในวันข้างหน้า
*แด่หนุ่มสาวผู้ร้าวราน*...จะ*เปลี่ยน*สะพานไว้ให้หนุ่มสาวเดินไปสู่จุดหมายที่แน่นอน.....คง*ไม่(เคย)เสียใจ*นะ*เพื่อน*
ขอมอบแด่*ผู้หญิงธรรมดา*ที่เคยอยู่*แนวร้างทางเดิม* สุด*อ้างว้าง*ที่เคยมี*ดอกฝิ่น*บานแต่แล้วก็โดนตัดทิ้งเพราะเป็นดอกมีพิษ ไม่อย่างนั้นความ*รักอาจสับสน*
เพราะนี่คือ.. อัลบั้มหาฟังยากอัลบั้มหนึ่งที่มิตรรักแฟนเพลงทุกพื้นที่ควรค่าแก่การฟัง นะเจ้า

ที่มา ttp://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C5098853/C5098853.html#4
|